Group TestVOLVO

Group Test : ลองความแรงกับ VOLVO C40 – XC40 ยานยนต์ไฟฟ้า 100%

เรื่อง : Bank Bank Car

หลังจากกระแสรถไฟฟ้าในเมืองไทย ได้รับการยอมรับจากลูกค้าไม่ว่าจะเป็นค่ายรถจากญี่ปุ่น ยุโรปและจากจีนแผ่นดินใหญ่ ขนรถไฟฟ้าเข้ามาขาย กันอย่างมากมายหลายรุ่น มีทั้งราคาไม่ถึงล้านและหลักหลายล้านพร้อมกับการสนับสนุนจากทางภาครัฐส่วนลด ทำให้หลายๆ คนคงจะอดใจเอาไว้ไม่ไหวต้องได้ขับรถไฟฟ้ากับเค้าบ้างเดี๋ยวจะไม่อินเทรนด์ แต่ในเรื่องที่เราจะนำเสนอนี้เป็นรถไฟฟ้าจากทางค่าย Volvo รถยนต์สัญชาติสวีเดนที่มีประวัติยาวนานกับเมืองไทย กับสโลแกนที่คุณหู ทุกชีวิตปลอดภัยใน Volvo ถือได้ว่าเป็นต้นแบบของรถที่ใส่ระบบตัวช่วยในเรื่องความปลอดภัยให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดเมื่อเกิดอุบัติเหตุ อาจจะทำยอดขายไม่ได้เปรี้ยงป้างมากนัก แต่สำหรับ FC Volvo เขารู้กันดีว่ารถในแบรนด์ Volvo นี้มีดีจริง ไม่งั้นคงจะไม่อยู่บนถนนเมืองไทยได้ถึงทุกวันนี้

สำหรับกิจกรรมในงานวันนี้ที่ทาง Volvo ได้จัดขึ้นภายใต้ชื่องาน ‘Volvo Electrify Your Driving Experience’ พบกับประสบการณ์การขับขี่ และความปลอดภัยที่เหนือกว่าในรถยนต์ Volvo ที่มาพร้อมกับสุดยอดนวัตกรรม และสมรรถนะ ภายใต้การขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% (Pure Electric) และขุมพลังปลั้กอินไฮบริด ที่สามารถตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ การขับขี่ ได้อย่างแท้จริง ภายในงานจะได้ร่วมทดสอบรถไฟฟ้าเต็มรูปแบบ รุ่นใหม่ล่าสุด ของ Volvo ก่อนใครกับ Volvo C40 Recharge Pure Electric รวมถึงรุ่นยอดนิยม Volvo XC 40 Recharge Pure Electric และรถยนต์ในรุ่นปลั้กอินไฮบริดทุกรุ่นได้แก่ XC4O, S60, V60, XC60,S90และXC90ยกขบวนที่มีขายในบ้านเรานำมาให้ทดสอบกันอย่างเต็ม คาราเบล ณ สนามแข่งรถพีระเซอร์กิตอินเตอร์เนชั่นแนลชลบุรี

การทดสอบที่ทางผู้จัดงานได้กำหนดให้การทดสอบแบ่งออกเป็น 4 สถานีวิ่งเต็ม Track ของสนามพีระ แบ่งออกเป็นสถานที่ 1 เป็นการทดสอบอัตราเร่งสถานีที่ 2 เป็นการทดสอบแบบสลาลอมทดสอบการควบคุมของพวงมาลัยที่ใช้ความเร็ว 60km. สถานีที่ 3 ทดสอบ พละกำลังของมอเตอร์ไฟฟ้า(ในส่วนของรถไฟฟ้า)และเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า(ในแบบของรถยนต์ปลั้กอินไฮบริด)ในการขึ้นทางชันเพื่อดูพละกำลังของระบบส่งกำลัง สถานีที่ 4 สถานีเลนเช้นจ์ เป็นการจำลองสถานการณ์ในขณะขับขี่เมื่อมีวัตถุตกบนท้องถนนแล้วต้องหักหลบกะทันหัน เป็นการทดสอบช่วงล่างและระบบตัวช่วยเรื่องความปลอดภัยของตัวรถ


ส่วนการทดสอบของผมได้ทำการทดสอบรถยนต์ Volvo 2 รุ่น ที่เป็นไฮไลน์ของกิจกรรมครั้งนี้ คือ Volvo C40 EVและ XC40 EV กับขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้า100% โดยไม่พึ่งพาน้ำมันค่าไอเสียเป็นศุูนย์ดีกับโลกใบนี้ ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับข้อมูลของตัวรถทั้ง 2 รุ่นนี้กันก่อน C40 EV ถือว่าเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่สดใหม่ เพิ่งออกจากเตาการผลิต ในขณะนี้ แต่ XC40 EV ก็ได้รับการตอบรับไม่แพ้กันแต่ออกมาขายก่อนเมื่อกลางปีที่แล้ว โดยทั้งคู่มีสเปกและ DNA ไม่ต่างกันมากนัก นอกจากรูปทรงที่แตกต่างกันมิติความสูง ความยาวและทรงหลังคาที่ลาดเอียงมีความเป็นสปอร์ตมากกว่าในรุ่น C40 EV แต่ทั้งคู่อยู่ในพื้นฐานของรถใน segment SUV หรือรถอเนกปะสงค์

สิ่งที่เหมือนกันนั้นคือ มอเตอร์ไฟฟ้า ช่วงล่าง เบรก อุปกรณ์ภายในและระบบความปลอดภัยต่างๆ ที่น่าจะเป็นหัวใจหลักของรถยนต์ Volvo ในทุกรุ่น รถยนต์ไฟฟ้าทั้ง 2 รุ่น มาพร้อมกับ Dual motor All -Wheel Drive และใช้แบตเตอรี่แบบ Lithium ion Nickel rich NCM กำลังสูงสุดของมอเตอร์ไฟฟ้า 150 กิโลวัตต์ (2 ชุด) กำลังสูงสุดจากมอเตอร์ไฟฟ้า 408 แรงม้า (204+204) แรงบิดสูงสุดจากมอเตอร์ไฟฟ้า 660 นิวตันเมตร (330+330) อัตราเร่ง 0-100 กม.ชม. ทำได้ 4.7 วินาที *ทำการทดสอบในห้องทดสอบแบบปิด ความเร็วที่ทำได้ 180+ กม./ชม. ระบบเกียร์อัตโนมัติ Single Speed Transmission

ระบบช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบแมคเฟอร์สันสตรัท ด้านหลังเป็นแบบมัลติลิงค์ รูปแบบของแชลซีส์เป็นแบบทัวริ่ง วงเลี้ยวแคบสุด 11.4 เมตร ลงตัวด้วยล้อแม็กขนาด 19 นิ้ว ที่มากับยาง Pirelli P Zero ELECP ด้านหน้า 235/ 50R19 และด้านหลัง 255/45 R19 ระบบหยุดยั้งความเร็วเป็นดิสก์เบรก 4 ล้อ พร้อม ABS EBD EBA

สำหรับการชาร์จแบตเตอรี่จากไฟบ้าน 3 เฟส (11kw/16A) จะใช้เวลาชาร์จ 8 ชั่วโมง แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับปริมาณของแบตเตอรี่ที่เหลืออยู่ ถ้าแบตเตอรี่ต่ำจะใช้เวลา 8 ชั่วโมง ส่วนการชาร์จแบบ กระแสตรง DC 0-80% (50kw) จะใช้เวลาในการชาร์จ 68 นาที แต่ชาร์จแบบ DC 0-80% (150kw) จะใช้เวลาในการชาร์จ 28 นาที ชาร์จ 1 ครั้งวิ่งได้ 530 กม. จากห้องปฏิบัติการแต่ใช้งานจริงขึ้นอยู่กับหลายๆ ปัจจัย เช่นการขับขี่ของแต่ละคนสภาพแวดล้อมการจราจรการเปรับตั้งอุณหภูมิแอร์แต่น่าจะวิ่งได้ 450 กม. คงต้องลองเอามาวิ่งกันยาวๆ กันสักครั้งความปลอดภัยของรถยนต์คันนี้

– ระบบป้องกัน การชนด้วยเซ็นเซอร์ตรวจจับรถยนต์คนเดินถนน ผู้ขับขี่จักรยาน และสัตว์ ใหญ่ พร้อมฟังก์ชั่นหยุดรถ
– ระบบป้องกันการชนและบรรเทาการบาดเจ็บพร้อมฟังก์ชั่นหยุด รถอัตโนมัต ด้านหน้าด้านหลัง และบรเิวณทางแยก
– สันญาณไฟแจ้งเตือนเมื่อมียานพาหนะอยู่ในมุมอับของสายตา
– ระบบแจ้งเตือนเมื่อ มีรถวิ่งเข้ามาทางด้านข้างขณะถอยหลังออกจากที่จอดพร้อมฟังก์ชั่นหยุดรถอัตโนมัติ
– ระบบแจ้งเตือนด้วยแรงสั่นที่พวงมาลัย เมื่อ รถวิ่ง ออกนอกช่องทางเดินรถ
– ไฟหน้าแบบ LED พร้อมฟังก์ชั่นปรับระดับไฟสูงอัตโนมัต
– ระบบปกป้องเมื่อเกิดการวิ่ง ตกถนน
– ถุงลมนริภัยด้านหน้าและด้านข้างสำหรับที่นั่งคู่หน้า
– ถงุลมนริภัยปกป้องหัวเข่าสำหรับคนขับ ม่านถุงลมนริภัยด้านข้าง
– ระบบปกป้องการบาดเจ็บของกระดูกต้นคอและหลังที่เกิดจากการสะบัดของศรีษะ
– ระบบกระจ่ายแรงกระแทกจากการชนด้านข้าง

อันนี้เป็นแค่ส่วนหนึ่งของระบบในเรื่องของความปลอดภัยที่รถยนต์ Volvoใส่ใจเสมอมาและเป็นหัวใจหลักในการสร้างรถยนต์ขึ้นมาสัก1คันรถต้องมีความปลอดภัยและปกป้องชีวิตผู้ขับขี่ตลอดการเดินทางให้ถึงจุดหมายอย่างปลอดภัยกับสโลแกนที่ว่า “ทุกชีวิตปลอดภัยใน Volvo”

เข้าสู่การทดสอบกับรุ่นแรกที่เราได้ลองขับคือ C 40 EV รถไฟฟ้า 100% กับสถานีแรก ในเรื่องของอัตราเร่ง ถือว่าประทับใจมากกดคันเร่งจมรถพุ่งทะยานอย่างเร็วจนมาแตะระดับความเร็วที่ 125 กม. ในระยะเวลา 5 วินาที หลังติดเบาะกันเลยทีเดียวจากนั้นเข้าสู่ สถานีที่ 2 คือการขับแบบสลาล่อม เป็นการทดสอบในเรื่องการควบคุมของพวงมาลัย ถือว่าค่อนข้างแม่นยำ ด้วยตัวรถที่มีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ ทำให้รถเกาะถนนและมีแรงเหวี่ยงน้อย ในความเร็วที่เราได้ทดสอบคือ 60 กม. พวงมาลัยควบคุมง่าย ไม่หน่วงและไม่เบาจนเกินไป ขับสนุก และในความเร็วสูงพวงมาลัยจะปรับให้หน่วงขึ้นเพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ที่ความเร็วสูงๆ

สถานีที่ 3 เป็นการขึ้นทางชันดูพละกำลังของมอเตอร์เมื่อต้องขึ้นทางชัน เพียงแค่กดคันเร่งพละกำลังก็มาทันที ไม่ต้องรอรอบเหมือนเครื่องยนต์สันดาป 408 แรงม้า ที่ให้มาเพียงแค่กดคันเร่ง ไม่ว่าจะอยู่ที่ความเร็วเท่าไหร่รถก็จะทะยานออกไปดั่งใจ สถานีที่ 4 เลนเช้นจ์ เป็นสถานีที่จำลองสถานการณ์เมื่อเราขับรถบนท้องถนนแล้วเกิดมีสิ่งของตกหล่นอยู่กลางถนน เราต้องหักหลบแบบกะทันหันดูระบบความปลอดภัยที่ติดตั้งมาให้เข้ามาช่วยในขณะที่รถเสียอาการให้กับมาปกติและปลอดภัยสุดๆ ถือว่าระบบทำได้อย่างรวดเร็วสมกับเป็นรถที่เน้นในเรื่องของความปลอดภัยด้วยเซ็นเซอร์รอบคัน เมื่อรถเสียอาการไม่ว่าจะเกิดจากการขับขี่หรือเป็นการผิดพลาดในการขับขี่ ระบบจะเข้ามาช่วยแก้ไขทันทีให้รถกลับมาอยู่ในสถานนะที่ปลอดภัยและขับขี่เดินทางกันต่อไปเพื่อให้ถึงจุดหมายปลายทางอย่างปลอดภัย

โดยในแต่ละรุ่นจะได้ทำการทดสอบ 2 รอบของสนามพีระฯ โดยวิ่งแบบเต็มแทร็คของสนาม ซึ่งในรอบที่ 2 การขับขี่ก็ยังเหมือนเดิม แต่เพิ่มความเร็วในแต่ละสถานีอีกนิดหน่อย เพื่อดูว่ารถจะเสียอาการเยอะขึ้นหรือไม่ ผลที่ออกมาระบบเข้ามาช่วยเหมือนเดิมรถสมัยใหม่ค่อนข้างปลอดภัยสุดๆ ถ้าไม่เกิดผิดพลาดอะไรหรือผู้ขับขี่ประมาทเกินขีดของระบบที่เตือน แล้วคุณยังขับแบบไม่สนใจจะให้รถดีแค่ไหนแพงเท่าไรก็เอาไม่อยู่ล่ะครับ

นอกจากทดสอบระบบต่างๆ แล้ว ยังมีอีกระบบที่อยากจะคุยให้ฟัง คือ ระบบการชาร์จไฟกับในขณะที่ขับขี่ ระบบนี้มี่ชื่อว่า “วันพุด” สามารถเปิด-ปิดระบบได้ ระบบนี้ดีคือดีมาก เวลาที่เรายกคันเร่งมอเตอร์จะทำการชาร์จไฟกับจากการหมุนของล้อชาร์จไฟกับไปสู่แบตเตอรี่ และตัวรถจะชลอลงเหมือนกับเราแตะเบรกเบาๆ ไม่ได้ดึงกะชากเหมือนรถไฟฟ้ารุ่นแรกๆ ที่เข้ามาทำตลาดเมืองไทย ถ้าเราใช้งานระบบนี้จนชำนาญ สิ่งที่เราจะได้คือผ้าเบรกรถจะหมดช้ากว่าปกติเมื่อเทียบกับรถทั่วๆ ไป รวมถึงยังได้ระยะทางที่ขับได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย แต่ถ้าไม่ชอบก็สามารถปิดการทำงานของระบบการชาร์จได้ และเมื่อยกคันเร่งรถก็จะวิ่งแบบไม่มีอะไรหน่วงให้รถช้าลง ดังนั้นเราเองต้องเหยียบเบรกให้รถชลอลงและเบรกจนรถหยุดนิ่ง แนะนำว่าให้เปิดระบบนี้จะดีกว่าครับ

อีกคันที่เราได้ทดสอบคือ XC40 EV ถึงจะไม่สดใหม่เท่า C40 EV แต่ระบบต่างๆ ก็ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก สิ่งที่ต่างคือหน้าตาภายนอกที่รูปทรงที่มีมิติรถที่แตกต่างกันเจ้า XC40 EV นี้จะมีความสูงที่สูงกว่า C40 EV และภายในห้องโดยสารในส่วนของหลังคาที่ยกสูงกว่า ทำให้ผู้โดยสารด้านท้ายนั่งได้สบายกว่า C40 EV เพราะหลังคาของ C40 EV มีความลาดเอียงกว่า จึงอาจทำให้ผู้โดยสารที่นั่งเบาะหลังรู้สึกอึดอัด เปรียบเทียบง่ายๆ คือรถทั้ง 2 รุ่นนี้เหมือนกับรถสปอร์ตกับรถพรีเมี่ยมแค่นั้นเอง แต่ระบบมอเตอร์ ช่วงล่าง เบรก ระบบความปลอดภัยต่างๆ แบตเตอรี่ ชุดขับเคลื่อน-เกียร์เหมือนกัน

แต่เมื่อขึ้นไปลองขับแล้ว XC40 EV มีดีที่ความนุ่มนวลนั่งสบาย ทัศนะวิสัยในการขับขี่ชัดเจน ขับขี่มองเห็นสภาพการจราจรได้ไกลๆ แต่ด้วยคุณสมบัติของรถในตระกูล XC ที่ออกแบบมาตั้งแต่เจเนอเรชั่นแรกถึงปัจจุบัน ที่เน้นความสะดวกสบายนุ่มนวลและความปลอดภัยสูงสุด ถ้าไม่ใช้คนชอบจับผิดหรือเป็นคนละเอียดมากๆ แทบจะจับความแตกต่างไม่ได้เลยที่เดียว แต่ด้วยเราเป็นนักทดสอบเลยจับอาการผิดปกติของเจ้า XC40 EV ที่ออกมาให้เห็นมาเล่าให้ฟัง

สถานนีแรก รู้สึกว่าอัตราเร่งที่ต่างกันที่เสี้ยววินาที 0-125 กม./ชม. ทำได้ 5 วินาทีกว่าๆ กดคันเร่งแบบจมมิดในช่วงของการทดสอบทางตรงของสนามพีระฯ รอบที่ 2 ก็ทำได้เช่นเดียวกับรอบแรกและอาการของหลังติดเบาะดูจะซอฟต์กว่าในรุ่น C40 EV มาสู่สถานีที่ 2 เป็นการขับขี่แบบสลาลอม อาจจะดูโยนตัวกว่าด้วยสรีระของรถที่มีความสูง โดยความเร็วที่ใช้ในการทดสอบในสถานีนี้ยังอยู่ที่ 60 กม. มาถึงสถานีที่ 3 เป็นการลองขึ้นทางชันทดสอบสมรรถนะโหลดของมอเตอร์ เมื่อมีการขึ้นทางชันด้วยตัวรถที่มีน้ำหนักมากกว่า C40 EV แต่ด้วยพลังของมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้กำลังมากถึง 408 แรงม้า กดคันเร่งก็มาทันที

สถานนีสุดท้ายเลนเช้นจ์จำลองสถานการณ์ว่ามีของตกบนพื้นถนน แล้วเราขับมาต้องหักหลบแบบกะทันหัน อาการเหวี่ยงของรถออกเล็กน้อย แต่ก็ถือว่าไม่ได้มากมายที่จะทำให้รถไม่ปลอดภัยและที่สำคัญรถคันนี้มีระบบตัวช่วยที่จะเข้ามาปกป้องก่อนที่รถจะเสียอาการ และช่วยให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารในรถให้ปลอดภัยสูงสุด ได้ขับ 2 รอบ รอบที่ 2 ก็ขับขี่เหมือนเดิม แต่ผมชอบในส่วนของอัตราเร่งที่ค่อนข้างตอบสนองได้ดี ความนุ่มนวลนั่งสบายกว้างขวางของรถ และความแรงของรถไฟฟ้าที่ไม่ธรรมดาเลย แรงทันใจกว่ารถยนต์ที่ต้องใช้น้ำมันในกลวัตร ดูด-อัด-ระเบิด-คาย เสียอีก

ราคาจำหน่าย

Volvo C40 Recharge Pure Electric 2,790,000 บาท
Volvo XC40 Recharge Pure Electric 2,690,000 บาท
พร้อมการรับประกัน Volvo Premium Service Program – Pro (VPSP Pro)
• บริการรับประกันคุณภาพ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร (เมื่อ อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
• บริการบำรุงรักษา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (เมื่ออย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
• บริการให้ความช่วยเหลือ 24 ชั่วโมง เป็นเวลา 5 ปี และข้อเสนอดีๆ อีกมากมาย

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *